썸
กั๊ก ซอมชื่อมีม
썸
ช่วงเวลาที่ได้รับความนิยม
คำว่า '썸' (Sseom) มีที่มาจากคำว่า '썸씽' (Something) ซึ่งถูกใช้ในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ต่อมา คำว่า '썸' ซึ่งเป็นรูปย่อ ได้เริ่มถูกใช้เป็นคำยอดนิยมบนอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ปี 2011 และแพร่หลายอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชนทั่วไปประมาณปี 2014 และยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน
ความหมาย
'썸' เป็นคำใหม่ที่หมายถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนระหว่างคนสองคนที่รู้สึกชอบพอกันในเชิงโรแมนติก เป็นคำย่อของคำภาษาอังกฤษว่า 'Something' ในชีวิตประจำวัน มักถูกตีความว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ 'มากกว่าเพื่อน แต่ยังไม่ใช่คนรัก' คำว่า '썸 타다' (Sseom tada) หมายถึงช่วงเริ่มต้นของการทำความรู้จักกันและสนิทสนมกันก่อนที่จะคบกันอย่างเป็นทางการ ซึ่งแตกต่างจาก '간 보다' (gan boda) ตรงที่ไม่มีนัยยะเชิงลบหรือเจตนาแอบแฝง นักปรัชญาบางคนอธิบายว่า '썸' คือกระบวนการสำรวจความไม่แน่นอนของความรู้สึกของตนเองที่มีต่ออีกฝ่าย
การออกเสียง
ซัม (sam)
กลุ่มผู้ใช้
แนวคิดของ '썸' ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหมู่คนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนวัย 20 ปี ในหมู่คน Gen MZ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเริ่มต้นและความสัมพันธ์แบบสำรวจ และเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปทั้งชายและหญิง
ตัวอย่างการใช้งาน
- "나 걔랑 썸 타고 있어." (ฉันกำลังมีซัมกับเขาอยู่) (หมายถึง กำลังทำความรู้จักกันและมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน)
- "우리가 뭐 썸 타는 것도 아닌데." (เราไม่ได้มีซัมกันสักหน่อย) (หมายถึง ยังไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบคู่รัก จึงไม่จำเป็นต้องทำพฤติกรรมบางอย่าง)
- "썸남" (Sseomnam) และ "썸녀" (Sseomnyeo) ใช้เรียกผู้ชายหรือผู้หญิงที่ยังไม่ได้คบกันอย่างเป็นทางการ แต่มีความรู้สึกดีๆ ให้กันและมีแนวโน้มที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไป
ยังไม่มีความคิดเห็น
ต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติมไหม?
ติดตั้งแอป KMeme และสนุกกับแบบทดสอบ การกดถูกใจ ความคิดเห็น และอีกมากมาย!