가스라이팅
การปั่นหัว ก๊าซไลท์ติ้งช่วงเวลาที่ได้รับความนิยม
คำว่า 'Gaslighting' เริ่มแพร่หลายและได้รับความนิยมในเกาหลีใต้ช่วงปลายทศวรรษ 2010 โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในชุมชนออนไลน์ เช่น Twitter (ปัจจุบันคือ X) และแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่เข้ามาแทนที่คำศัพท์ที่มีความหมายคล้ายกันที่เคยใช้มาก่อน คำนี้เริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนเมื่อถูกใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์โดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งที่ 45 ในปี 2016 และมีการใช้งานเพิ่มขึ้นทั่วโลกจนพจนานุกรม Oxford ยกให้เป็นหนึ่งในคำศัพท์ยอดนิยมประจำปี 2018
ความหมาย
Gaslighting เป็นคำศัพท์ใหม่ที่หมายถึงการกระทำหรือคำพูดที่พยายามบ่อนทำลายความเป็นอิสระของอีกฝ่ายอย่างแยบยล เพื่อให้อีกฝ่ายตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตนเอง นี่เป็นกลยุทธ์การบงการทางจิตวิทยาที่มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจทำให้เหยื่อรู้สึกสับสน วิตกกังวล และไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเอง คำนี้มีที่มาจากบทละครเรื่อง 'Gaslight' ของ Patrick Hamilton ในปี 1938 และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางผ่านภาพยนตร์เรื่อง 'Gaslight' ในปี 1944 แนวคิดนี้มาจากพฤติกรรมของสามีในภาพยนตร์ที่ทำให้ภรรยาเชื่อว่าการตัดสินใจของเธอผิดปกติ จนในที่สุดภรรยาก็ต้องพึ่งพาสามี หัวใจสำคัญของ Gaslighting คือการทำให้เหยื่อสงสัยในการตัดสินใจของตนเอง โดยมักจะใช้ความวิตกกังวลของอีกฝ่ายเพื่อพยายามปลูกฝังความคิดของตนเองและควบคุมอีกฝ่าย บางครั้งผู้กระทำเองก็ไม่รู้ตัวว่าการกระทำของตนคือ Gaslighting และทำไปโดยไม่รู้ตัว
การออกเสียง
คำว่า '가스라이팅' (Gaslighting) ในภาษาเกาหลี ออกเสียงคล้ายกับ "ก๊าซไลท์ติ้ง" ในภาษาไทย (อ่านว่า: ก๊าซ-ไล้-ติ้ง)
กลุ่มผู้ใช้
Gaslighting ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงอายุหรือเพศใดเพศหนึ่ง แต่ปรากฏในความสัมพันธ์และกลุ่มคนหลากหลาย มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในหมู่คนทั่วไปที่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เช่น คู่สมรส ลูก นักเรียน ทหาร พนักงานบริษัท และกลุ่มคนชายขอบอาจเป็นเป้าหมายที่เปราะบางยิ่งขึ้น มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางในหลายด้านของชีวิตประจำวัน เช่น ครอบครัว ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว โรงเรียน กองทัพ ที่ทำงาน และยังสามารถนำไปใช้ในสังคมเผด็จการหรือองค์กรบางประเภทได้อีกด้วย เมื่อคำนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่สาธารณชน บางครั้งก็มีแนวโน้มที่จะใช้คำว่า 'Gaslighting' ผิดวัตถุประสงค์กับความขัดแย้งหรือการตำหนิธรรมดา
ตัวอย่างการใช้งาน
Gaslighting สามารถเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้กระทำความรุนแรงในโรงเรียนพูดกับเหยื่อว่า "แกทำให้ฉันโกรธเองนะ" เพื่อปลูกฝังความรู้สึกผิดให้กับเหยื่อ หรือในความสัมพันธ์แบบคู่รักที่พูดว่า "พี่ไม่รู้เหรอว่าทำไมน้องถึงโกรธ?" ซึ่งเป็นการทดสอบและทำให้การตัดสินใจของอีกฝ่ายสับสน พ่อแม่ที่พูดกับลูกว่า "ที่พูดไปทั้งหมดนี้เพราะเป็นห่วงลูกนะ" เพื่อแย่งสิทธิ์ในการตัดสินใจของลูกและพยายามควบคุมให้เป็นไปตามความต้องการของตน หรือการตำหนิรสนิยมการซื้อของของลูก และขุดคุ้ยความผิดพลาดในอดีตอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ลูกไม่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเอง ก็เป็นตัวอย่างของ Gaslighting เช่นกัน กรณีที่หัวหน้างานอิจฉาความสามารถของลูกน้องและใช้ Gaslighting
ก็สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง
ข้อควรระวังในการใช้งาน
'Gaslighting' ไม่ใช่ศัพท์ทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเนื่องจากแนวคิดที่คลุมเครือ มักมีการใช้ผิดๆ เช่น เข้าใจผิดว่าการบ่น การแทรกแซง หรือคำแนะนำธรรมดาคือ Gaslighting หรือมองว่าสถานการณ์ที่อีกฝ่ายโกรธตนเองคือ Gaslighting การใช้ผิดวัตถุประสงค์เหล่านี้อาจทำให้ความหมายดั้งเดิมของคำเสื่อมถอย และทำให้ความทุกข์ทรมานของเหยื่อที่ถูกบงการทางจิตใจกลายเป็นเรื่องตลก ดร. Oh Eun-young แนะนำให้ใช้คำว่า 'การครอบงำทางจิตใจ' (심리적 지배) และสถาบันภาษาเกาหลีแห่งชาติ (National Institute of Korean Language) ก็เสนอคำว่า 'การครอบงำทางจิตใจ' เป็นคำที่เหมาะสมกว่า นอกจากนี้ การสรุปว่าคำแนะนำหรือการแทรกแซงของผู้อื่นคือ Gaslighting โดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อตนเองกำลังกระทำการที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมนั้นไม่เหมาะสม เพื่อหลุดพ้นจาก Gaslighting สิ่งสำคัญคือต้องตัดสินใจอย่างมีเหตุผลด้วยตนเอง แทนที่จะพึ่งพาผู้อื่น ไม่หลงเชื่อคำพูดของผู้อื่นอย่างงมงาย และแสดงเจตนาปฏิเสธอย่างชัดเจน
ยังไม่มีความคิดเห็น
ต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติมไหม?
ติดตั้งแอป KMeme และสนุกกับแบบทดสอบ การกดถูกใจ ความคิดเห็น และอีกมากมาย!